มรดกทางอุตสาหกรรมและโบราณสถานสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านฝั่งธนบุรี

“...โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่า และจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณสถานเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวรเป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล...”

ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๔

พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๔๐ ไร่ ที่ตั้งของกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบัน เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ด้วยคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์พื้นที่ สิ่งก่อสร้าง และอู่ซ่อมสร้างเรือเก่าแก่ของประเทศ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนสิ่งก่อสร้างภายในกรมอู่ทหารเรือเป็นโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ๒ เขต คือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร และปล่องเหลี่ยม เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕


หากท่านมีเวลามากพอ นอกเหนือจากเข้าชมพิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา แล้ว ภัณฑารักษ์จะพาท่านชมโบราณสถานสำคัญในกรมอู่ทหารเรือด้วย

 

อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร


  


        ที่ตั้งของอุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณจวนหรือพระนิเวศน์ของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงย้ายนิวาสสถานจากบ้านอัมพวา สมุทรสงคราม มาสร้างจวนขึ้นใหม่ ณ บริเวณปากคลองมอญ (ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่) ต่อมาได้ขยายพื้นที่ออกไปจนถึงอู่กำปั่น (อู่เรือหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งอยู่ติดกับเขตวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้พระราชทานพื้นที่จวนเดิมให้เป็นวังของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒) เนื่องจากอยู่ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ไปประทับที่พระราชวังเดิม จึงพระราชทานพระนิเวศน์นี้ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ พระบัณฑูรน้อย จนกระทั่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๒ แล้ว พระบัณฑูรน้อยทรงรับอุปราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้เสด็จฯ ไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระโอรสของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงประทับ ณ พระนิเวศน์แห่งนี้ต่อมาและทรงสร้างวัดขึ้นทางด้านหลังตำหนักที่ประทับ (บริเวณอู่หมายเลข ๒ ในปัจจุบัน) สันนิษฐานว่าสร้างวัดก่อน พ.ศ.๒๔๐๐ โดยอุโบสถหันด้านหน้าลงแม่น้ำเจ้าพระยา มีพระประธานประดิษฐานด้านในสุด หันพระพักตร์ออกสู่ประตูทางเข้าด้านหน้า ต่อมาพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร ทรงมีพระอาการประชวรบ่อย ๆ รักษาไม่หาย ลงความเห็นกันว่า เป็นเพราะพระองค์ทรงสร้างวัดและตั้งพระประธานหันหน้าเข้าทางตำหนักที่ประทับ จึงทรงให้ย้ายพระประธานไปตั้งประดิษฐานทางด้านแปตามความยาวของอุโบสถ แล้วดัดแปลงประตูทางเข้าใหม่ให้อยู่ด้านตรงข้ามพระประธาน จึงกลายเป็นว่าอุโบสถหันด้านหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ของวัดคงยังสร้างไม่แล้วเสร็จทั้งหมด


        เมื่อพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร สิ้นพระชนม์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร ไปประทับที่พระนิเวศน์แห่งนี้และให้เป็นแม่กองสร้างวัดต่อจนเสร็จ แล้วพระราชทานชื่อวัดว่า “วัดวงศมูลวิหาร” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีประกาศเขตที่ดินของวัด ตามประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดวงศมูลวิหาร ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒ จุลศักราช ๑๒๓๗ (พ.ศ. ๒๔๑๘) วิสุงคามสีมา คือ เขตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างอุโบสถ


        ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอู่เรือขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณทิศใต้วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร โดยปรับจากอู่ดินเป็นอู่ไม้ เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเรือที่มีจำนวนมากขึ้น และพระราชทานที่บริเวณพระนิเวศน์จนถึงอู่เรือให้แก่กรมทหารเรือ เพื่อสร้างที่ทำการของกรมทหารเรือ อู่เรือหลวง รวมทั้งโรงงาน โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอู่เรือหลวง เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ และได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างกำแพงบริเวณที่เป็นพระนิเวศน์ มีใบเสมาเหนือกำแพงหมายไว้เป็นสำคัญว่า เคยเป็นพระนิเวศน์มาก่อน วัดวงศมูลวิหารจึงถูกรายล้อมด้วยที่ทำการของทหารเรือและโรงงาน


        พ.ศ. ๒๔๕๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ให้ถอนพระสงฆ์ที่จำพรรษา ณ วัดวงศมูลวิหารไปสมทบวัดอื่น และให้กระทรวงทหารเรือดูแลรักษาวัดเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างเดิม เสนาสนะที่สามารถรื้อไปวัดอื่นได้ ให้ย้ายไป ส่วนอุโบสถให้เป็นที่ไหว้พระ สวดมนต์และทำพิธีในการพระศาสนา แต่ไม่ให้ใช้ในที่เสียความเคารพ เนื่องจากทรงพิจารณาว่า วัดทรุดโทรมมาก ทหารเรือโอบล้อมอยู่สามด้าน ตั้งอยู่ในที่ไม่เป็นสาธารณะ และพัฒนาวัดได้ยาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาต วัดวงศมูลวิหารจึงสิ้นสภาพไป เหลือเพียงอุโบสถหลังเดียวในปัจจุบัน


         มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในสมัยที่ พลเรือตรี พระจักรานุกรกิจ (วงษ์ สุจริตกุล) เป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ (๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙) ได้จัดพิธีอุปสมบทหมู่ให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างของกรมอู่ทหารเรือ ณ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมาประกอบพิธี หลังจากอุปสมบทแล้วพระภิกษุแต่ละรูปแยกย้ายไปจำพรรษายังวัดต่าง ๆ ตามที่รายงานขออนุญาตลาอุปสมบท พิธีอุปสมบทที่วัดวงศมูลวิหารจัดถึงปีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ละเว้นไปเป็นเวลานาน ต่อมาเมื่อ พลเรือโท จินดา วุฑฒกนก เป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ (๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ – ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔) ได้รื้อฟื้นการอุปสมบทหมู่ ณ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร ขึ้นมาอีก โดยจัดพิธีเมื่อวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ รวมทั้งอนุญาตให้เปิดอุโบสถวัดวงศมูลวิหารทุกวันธรรมสวนะ (วันพระ) เพื่อให้ข้าราชการและช่างได้เข้าไปสักการบูชาพระประธาน เริ่มครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓


        กรมอู่ทหารเรือเคยใช้อุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นที่ประกอบพิธีประดับยศทหารและทำบุญในวันคล้ายวันสถาปนา (วันที่ ๙ มกราคม) ก่อนที่อาคารกองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ (เดิม) จะสร้างใน พ.ศ. ๒๕๑๖


        ปัจจุบัน กรมอู่ทหารเรือจัดพิธีอุปสมบทหมู่ให้แก่กำลังพล ณ อุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นประจำเกือบทุกปีตามความเหมาะสม และจัดพิธีเวียนเทียนรอบอุโบสถเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการทำบุญตักบาตรทุกเช้าในวันราชการ เวลา ๐๗.๐๐ น. พร้อมทั้งเปิดอุโบสถให้กำลังพลเข้าไปสักการบูชาพระพุทธวงศมูลมิ่งมงคลและนั่งสมาธิเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย พ.ศ. ๒๕๔๕


        ปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอุโบสถวัดวงศมูลวิหารเป็นโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน พร้อมกับปล่องเหลี่ยม

<
พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์
พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล
พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ


        พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล พระประธานในอุโบสถวัดวงศมูลวิหารมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยรัตนโกสินทร์ หน้าตักกว้าง ๒.๖๐ เมตร สูงจากทับเกษตรถึงพระรัศมี ๓.๓๘ เมตร ลงรักปิดทอง ประดิษฐานบนฐานชุกชีแบบฐานปัทม์ ด้านขวาของพระประธานมีพระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์ (สูง ๘๖ เซนติเมตร) และด้านซ้ายมีพระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ (สูง ๑๕๒ เซนติเมตร) ทั้งสององค์ประดิษฐานภายในซุ้มหินอ่อนศิลปะสมัยโกธิค (Gothic Art เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๕ มีศูนย์กลางที่ประเทศฝรั่งเศสและแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ๆ ลักษณะเด่น คือ โครงสร้างทรงสูง ด้านบนมียอดทรงแหลม ทำให้มีลักษณะโปร่งบางและดูอ่อนช้อยใช้เสาหิน (column) เพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคา ทำให้น้ำหนักของหลังคากระจายไปทั่วโครงสร้างสถาปัตยกรรม)


        กรมอู่ทหารเรือเรียกขานชื่อพระประธานว่า “พระประธาน” มาโดยตลอด จนกระทั่งปลาย พ.ศ. ๒๕๕๓ พลเรือโท อรรถพงษ์ ณ นคร เจ้ากรมอู่ทหารเรือ (๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ต่อมาเป็น พลเรือเอก และถึงแก่อนิจกรรมแล้ว) ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ขอประทานนามพระประธานในอุโบสถ ทรงอนุโมทนาและประทานนามว่า “พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล” แปลว่า พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานไว้เพื่อความเป็นมิ่งมงคลภายในอุโบสถวัดวงศมูลวิหาร เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

 

กลับเมนู

พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทน์


  


        พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในพระอิริยาบถยืน ห้อยพระหัตถ์ขวา ตั้งฝ่าพระหัตถ์ซ้ายออกไปข้างหน้าเสมอพระอุระ เป็นกิริยาห้าม


         พระพุทธรูปปางนี้มีตำนานเก่าก่อนพระพุทธรูปทั้งหมด แสดงว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรก ด้วยมีในสมัยสมเด็จพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่


         ในสมัยเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จขึ้นไปจำพรรษาแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาในเทวพิภพ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพล เป็นเหตุให้พระเจ้าปัสเสนทิโกศลห่างจากสมเด็จพระบรมศาสดาเป็นเวลานาน มิได้พบเห็นสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ด้วยพระองค์มีพระชนม์เป็นสหชาติเสมอด้วยพระชนม์ของพระศาสดา จึงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานหาท่อนไม้จันทน์หอมอย่างดีมา แล้วโปรดให้ช่างไม้ที่มีฝีมือแกะเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางประทับนั่ง มีพระรูปโฉมงามละม้ายคล้ายสมเด็จพระบรมศาสดา แล้วโปรดให้อัญเชิญพระไม้แก่นจันทน์มาประดิษฐานยังพระราชมณเฑียร ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จประทับมาแต่ก่อน พอบรรเทาความอาวรณ์ได้สบายพระทัย เมื่อยามได้ทอดพระเนตร ครั้นภายหลังเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จกลับจากสรวงสวรรค์แล้ว เสด็จมาพระนครสาวัตถี พระราชาธิบดีปัสเสนทิโกศลได้ทูลอาราธนาสมเด็จพระทศพลให้เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์เพื่อให้ทอดพระเนตรพระไม้แก่นจันทน์ซึ่งได้โปรดให้นายช่างประดิษฐ์จำลองขึ้นเป็นอนุสรณ์ ครั้นสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จถึงซึ่งพระราชสถานที่ พระไม้แก่นจันทน์ทำเสมือนหนึ่งว่า มีจิตรู้จักปฏิสันถารกิจที่ควรจะต้องลุกขึ้นถวายความเคารพพระศาสดา ได้ขยับพระองค์เขยื้อนเลื่อนลงมาจากพระแท่นที่ ครั้งนั้นพระมหามุนีจึงได้ยกพระหัตถ์เบื้องซ้ายขึ้นห้าม พร้อมตรัสว่า


         เอวํ นิสีทถ ขอพระองค์จงประทับนั่งอยู่อย่างนั้นแล


         ครั้นสิ้นกระแสพระพุทธานุญาต พระไม้แก่นจันทน์ก็ลีลาศขึ้นประทับนั่งยังพระแท่นตามเดิม พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงอัศจรรย์ใจและโสมนัสเลื่อมใสในพระบารมี ได้ทรงอาราธนาพระชินสีห์พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก เสวยอาหารบิณฑบาต ท้าวเธอได้เสด็จอังคาสด้วยพระหัตถ์ด้วยความเคารพเป็นอันดี ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว พระชินสีห์ก็ถวายพระพรลา พาพระสงฆ์เสด็จกลับไปประทับยังพระเชตวนาราม


         ข้อมูลจากหนังสือ “ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ” นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)

กลับเมนู

พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ


  


        พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระกาย ตามปกติพระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม นิยมเรียกกันว่า “ปางห้ามพะยาด”


         พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้


         ครั้งหนึ่ง พระนครไพศาลี แห่งแคว้นวัชชีเกิดทุพภิกขภัยพิบัติ คือ ฝนแล้ง ข้าวกล้าในนาตาย เพราะไม่มีน้ำเป็นส่วนมาก ข้าวปลาหายากในขั้นแรก คนยากจน คนเกียจคร้าน ต้องอดอาหารตายมาก เมื่อตายแล้วหาญาติที่จะอนุเคราะห์ศพไม่มี คนมีกำลังก็ไม่มีความสงสารศพ มัววุ่นแต่งานของตัวเห็นไปว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ใส่ใจ ตกลงคนตายที่ไหน ศพก็ทอดทิ้งอยู่ที่นั่น ยิ่งกว่านั้นอหิวาตกโรคก็เข้าคุกคาม เพราะโทษที่ศพปฏิกูลในถนนหนทางในแม่น้ำลำคลอง เพราะความสกปรกนานัปการดังกล่าวแล้ว มนุษย์ได้ตายลงเพราะอหิวาตกโรคเป็นอันมาก ครั้นเมื่อภาคพื้นปฏิกูลด้วยศพมากเข้า ปีศาจจำพวกที่กินซากศพเป็นอาหาร ก็พากันเข้าพระนครกินซากศพ ยิ่งกว่านั้นยังหันเข้าใส่คนป่วยไข้ ชิมรสเนื้อมนุษย์ที่ยังไม่เปื่อยเน่าดูบ้าง และแล้วก็เลยลามไปถึงมนุษย์ที่ไม่ป่วย แต่สกปรก เช่น ตื่นไม่ล้างหน้า นอนไม่ล้างเท้า น้ำไม่อาบ กินข้าวแล้วไม่บ้วนปาก ผ้าผ่อนไม่ซัก และบ้านเรือนไม่กวาดถู เป็นต้น ในที่สุดมนุษย์ที่ไม่ป่วยแต่สกปรก ก็เริ่มถูกปีศาจเข้าสิงสู่ดูดโลหิตเป็นอาหาร มนุษย์เริ่มตายลงเพราะปีศาจอีกประเภทหนึ่ง ชาวเมืองไพศาลีประสบภัยร้ายกาจ ๓ ประการ คือ ฝืดเคือง ๑ อหิวาตกโรค ๑ ปีศาจ ๑ พากันอพยพไปอยู่เมืองอื่นก็ไม่น้อย


         ครั้นนั้น ชาวเมืองพากันโจทก์กล่าวโทษพระราชา ที่ประตูพระราชวังว่า “พระเจ้าข้า ภัยพิบัติ ๓ ประการ ได้เกิดขึ้นกับชาวเมืองแล้ว ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมี พระราชาจักประพฤติผิดพระราชประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่” แม้เมื่อพระมหากษัตริย์โปรดให้ตั้งกรรมการพิจารณาหาความผิดของพระองค์ก็ไม่ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์ทรงประพฤติบกพร่องประการใด ในที่สุดก็พากันบนเจ้า บวงสรวง เทพยาดาอารักษ์ และวิงวอนครูอาจารย์ที่ตนนับถือว่าเป็นผู้วิเศษ สุดแต่ใครจะเล็งเห็นขอให้ช่วยปลดเปลื้อง แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาภัยนั้นได้


         ครั้นนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่ง ได้กราบทูลพระเจ้าลิจฉวีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์บริสุทธิ์จากสรรพกิเลส มีพระหฤหัยประกอบด้วย พระมหากรุณาเสมอด้วยมหาสมุทร ตรัสรู้สัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า เสด็จประกาศพระธรรมบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บัดนี้ เสด็จประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร พระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงสักการะ บำรุงอยู่พระองค์ทรงมีอภินิหารบารมีสูงยิ่งนัก ถ้าจะได้กราบทูลอันเชิญให้เสด็จมายังพระนครนี้ ข้าพระองค์เชื่อเหลือเกินว่า ภัย ๓ ประการนี้ จะต้องสงบเพราะอานุภาพของพระองค์โดยแท้


         ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวีจึงโปรดให้เจ้าชายมหาลีพร้อมด้วยอำมาตย์ ๕ นาย เป็นราชทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารมหาราช ณ กรุงราชคฤห์ กราบทูลขอประทานโอกาสให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปบำบัดภัยพิบัติในพระนครไพศาลี โดยเวลาเพียง ๓ วัน คณะราชทูตนั้นก็เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารยังพระนครราชคฤห์ ทูลขอพระราชทานพระกรุณาตามพระราชบัญชาของพระเจ้าลิจฉวี


         พระเจ้าพิมพิสารทรงรับสั่งว่า “ฉันเห็นใจพวกท่านและยินดีสนับสนุนในเรื่องนี้ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเสด็จ ขอให้พวกท่านไปทูลเชิญดูความจริง เจ้าชายมหาลีก็ทรงรู้จักพระองค์ท่านมาก่อน ฉันคิดว่าการเข้าเฝ้าจะไม่ลำบากหรือหนักใจแต่ประการใด หากพระบรมศาสดาทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการเสด็จแล้ว จะทรงพระกรุณาอนุเคราะห์เป็นแน่ การมาของเจ้าชายจะไม่ไร้ผลเสีย” ครั้นแล้วก็โปรดให้ราชบุรุษนำคณะราชทูตนครไพศาลี ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร


         พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า “มหาลี ตถาคตรับปฏิญญาของเจ้ากรุงราชคฤห์เพื่ออยู่ในที่นี้เสียแล้ว ถ้าพระเจ้ากรุงราชคฤห์ จะทรงพระกรุณาประทานโอกาสเธอ ตถาคตก็จะไป”


         “ข้าพระองค์ได้รับพระราชทานโอกาสแล้ว พระเจ้าข้า” เจ้าชายมหาลีกราบทูล


         “แม้เช่นนั้น มหาลีก็ควรจะทูลให้พระองค์ทรงทราบเสียก่อนที่จะออกเดินทาง” พระบรมศาสดาทรงรับสั่ง


         เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธรัฐ ทรงทราบจากเจ้าชายมหาลีว่า พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาเสด็จ จึงรีบมาเสด็จเฝ้าทูลขอให้ยับยั้งสัก ๓ วัน เพื่อตกแต่งทางเสด็จตลอดที่พักแรม ตามระยะทางจนถึงแม่น้ำคงคาสุดพระราชอาณาเขต


         ครั้นกำหนดเวลา พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ก็เสด็จไปพระนครไพศาลี โดยบรรดานั้น ด้วยพระเกียรติยศอันสูง ซึ่งพระเจ้ากรุงราชคฤห์ทูลถวายโดยระยะทาง ๕ โยชน์ กำหนดวันละ ๑ โยชน์ ทรงประทับแรมตามระยะทางรวม ๕ วัน ก็ถึงฝั่งแม่คงคา เสด็จลงเรือพระที่นั่งซึ่งพระเจ้าพิมพิสารจัดถวาย งดงามสมเกียรติยศยิ่งนัก และเป็นครั้งแรกที่เสด็จทางน้ำด้วยพระเกียรติยศอันสูงเช่นนี้


         ครั้นกำหนดเวลา พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ก็เสด็จไปพระนครไพศาลี โดยบรรดานั้น ด้วยพระเกียรติยศอันสูง ซึ่งพระเจ้ากรุงราชคฤห์ทูลถวายโดยระยะทาง ๕ โยชน์ กำหนดวันละ ๑ โยชน์ ทรงประทับแรมตามระยะทางรวม ๕ วัน ก็ถึงฝั่งแม่คงคา เสด็จลงเรือพระที่นั่งซึ่งพระเจ้าพิมพิสารจัดถวาย งดงามสมเกียรติยศยิ่งนัก และเป็นครั้งแรกที่เสด็จทางน้ำด้วยพระเกียรติยศอันสูงเช่นนี้


         พระเจ้าพิมพิสารทรงตามเสด็จพระพุทธดำเนินตลอดทาง และเสด็จลงประคองเรือพระที่นั่งให้เคลื่อนจากท่าแม่น้ำคงคา ทรงตามเรือพระที่นั่งไปในน้ำเพียงพระศอ ก็ประทับหยุดยืนทูลว่า “หม่อมฉันจะมารับเสด็จพระองค์คราวเสด็จกลับ ณ ที่นี้อีก” เมื่อเรือพระที่นั่งแล่นไปตามแม่น้ำจนลับทิวไม้แล้ว จึงเสด็จกลับพระนคร


         พระเจ้าพิมพิสารทรงตามเสด็จพระพุทธดำเนินตลอดทาง และเสด็จลงประคองเรือพระที่นั่งให้เคลื่อนจากท่าแม่น้ำคงคา ทรงตามเรือพระที่นั่งไปในน้ำเพียงพระศอ ก็ประทับหยุดยืนทูลว่า “หม่อมฉันจะมารับเสด็จพระองค์คราวเสด็จกลับ ณ ที่นี้อีก” เมื่อเรือพระที่นั่งแล่นไปตามแม่น้ำจนลับทิวไม้แล้ว จึงเสด็จกลับพระนคร


         พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จทางชลมารคสิ้นระยะทาง ๑ โยชน์ ก็ถึงพระราชอาณาเขตพระนครไพศาลี จึงเสด็จขึ้นจากเรือรับสักการะปฏิสันถาร ซึ่งเจ้าชายมหาลี หัวหน้าคณะราชทูตกราบทูลให้พระเจ้าลิจฉวีจัดถวายให้โอฬาร ยิ่งกว่าพระนครราชคฤห์จัดเสด็จตามระยะทาง ๓ โยชน์ สิ้นเวลา ๓ วัน ก็ถึงพระนครไพศาลี ขณะที่เสด็จเหยียบภาคพื้นพระนครไพศาลี ก้าวแรกก็ประทับยืน จ้องพระเนตรจับท้องฟ้าทรงระลึกถึงพระบารมีที่บำเพ็ญมาแต่ปุเรชาติ ในทันใดนั้นมหาเมฆก็ตั้งขึ้นดังแผ่นผาสีครามผืนยาวเหยียดในด้านปัจฉิมทิศ แล้วเคลื่อนลงมาปกคลุมพระนครไพศาลี พร้อมส่งเสียงคำราม กระหึ่มครึมครวญเปรี้ยง ๆ ดังสนั่น ด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบ แล้วห่าฝนใหญ่ก็หลั่งลงจั้ก ๆ ดังเทน้ำ เสมือนหนึ่งดังจงใจจะล้างพื้นดินให้สะอาด ต้อนรับพระบรมศาสดา


         ความจริง ก็ดูสมจริงดังกล่าว ด้วยพอฝนซัดลงมามากมายเช่นนั้นแล้ว ไม่ช้าน้ำฝนก็ไหลลงท่อธารและท่วมท้นบ่าเข้าพระนคร พัดเอาซากศพมนุษย์และสัตว์ซึ่งปฏิกูลพื้นแผ่นดินอยู่ให้ไหลไปสู่ทะเลใหญ่สิ้นเชิง ดังนั้นพอฝนขาดเม็ดแล้ว ภาคพื้นก็สะอาด ความอบอ้าวเร่าร้อนของอากาศก็สงบ บรรเทาโรคได้ถึงครึ่ง ด้วยพุทธนุภาพ ในเวลาเย็นวันนั้นเอง พระบรมศาสดาทรงรับสั่งกะพระอานนท์เถระว่า “อานนท์เธอจงเรียนเอารัตนสูตรนี้ไป แล้วจารึกไปในกำแพงไพศาลีเจริญมนต์รัตนสูตรนี้ เพื่อความสวัสดีอันใหญ่ของประชาชนเถิด”


         ในราตรีนั้น พระอานนท์ เรียนเอารัตนสูตรจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็ประคองบาตรเสลมัยของพระบรมศาสดาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ ดังกัลป์ยาณจิตประกอบด้วยเมตตาระลึกถึงพระพุทธคุณคือ พระบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ ซึ่งทรงบำเพ็ญมา และบารมีในปัจฉิมชาตินี้จำเดิมแต่เสด็จลงสู่พระครรภ์เป็นต้น จนตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศโลกุตตรธรรม ๙ ประการ เป็นที่สุดเจริญมนต์รัตนสูตรนี้เที่ยวจาริกไปยังภายในกำแพงเมือง พร้อมด้วยพระลิจฉวีทั้งหลายติดตามห้อมล้อม เดินพลางพรมน้ำมนต์พลางจนรอบพระนคร มนุษย์ที่กำลังประสบภัยแต่ปีศาจและโรค พอถูกหยดน้ำมนต์ที่เถระเจ้าพรมเท่านั้น ก็หายจากโรคภัย มีกำลังสดชื่น ติดตามแวดล้อมพระเถระเจ้าโห่ร้องแซ่ซ้องสาธุการดังสนั่น มวลภูตผีปีศาจที่เข้ามาเบียดเบียนมนุษย์ครั้นได้ยินเสียงมนุษย์ก็สะดุ้งตกใจกลัว พากันเลี่ยงออก ที่ยังดื้อแอบหลบอยู่ตามแง้มฝาเรือนและประตู เมื่อถูกหยาดน้ำมนต์ของพระเถระเจ้า ก็เจ็บปวดแทบดับจิต ประดุจสุนัขถูกฟาดหลังด้วยแส้เหล็ก พากันเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความกลัวสยองเกล้า ตั้งหน้าวิ่งหนีออกจากเมืองโดยไม่เหลียวหลัง ครั้นไปประดังแน่นยัดเหยียดที่ประตูเมืองและเมื่อไม่สามารถจะทนรออยู่ได้ ก็พากันพังบานประตูหนีไปจนสิ้นเชิง


         ครั้นพระเถระเจ้าจาริกเจริญรัตนสูตร ประพรมน้ำมนต์รอบพระนครแล้ว ก็พามหาชนซึ่งติดตามมาเป็นอันมากเข้าเฝ้าพระบรมศาสดายังที่ประทับลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาตั้งแต่เบื้องต้นจนประกาศจตุราริยสัจ ให้มหาชนชื่นชมโสมนัสปรีดาปราโมทย์เกิดศรัทธากล้าหาญ ประกาศเป็นพุทธมามกะเป็นอันมาก พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาอยู่ถึง ๗ วัน ครั้งทรงทราบว่า ภัย ๓ ประการ สงบแล้ว และประชาชนมีความผาสุกแล้ว ก็ทรงอำลาพระเจ้าลิจฉวี เสด็จพระพุทธดำเนินกลับพระนครราชคฤห์ ด้วยพระเกียรติยศซึ่งพระเจ้าลิจฉวีและมหาชนพร้อมกันจัดบูชาอย่างมโหฬาร แม้พระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพาร ตลอดชาวพระนครราชคฤห์มีความยินดี พากันไปต้อนรับพระบรมศาสดาริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้เสด็จกลับมาประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร สมดังมโนปณิธานที่ทรงตั้งไว้นั้นแล

กลับเมนู

  

ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณ


        ปล่องเหลี่ยมเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครื่องจักรไอน้ำที่สร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ซ่อมและสร้างเรือรบไว้ใช้ในการป้องกันประเทศเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอู่ขึ้นใหม่แล้ว เป็นโบราณสถานสำคัญ ประเภทมรดกของอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) ปล่องเหลี่ยมมีชื่อเรียกอย่างอื่น ได้แก่ ปล่องควัน ปล่องกรมอู่ โดยชื่อทางราชการเรียกว่า “ปล่องควันหม้อน้ำ”

  

ปล่องเหลี่ยมในอดีต


        ในสมัยนั้นการซ่อมทำเรือของกรมอู่ทหารเรือใช้แรงดันไอน้ำที่มีกำลังดันสูงไปขับเครื่องจักรไอน้ำ เพื่อใช้งานในอู่เรือและเดินอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงงาน โดยมีหม้อน้ำ (steam boiler) เป็นอุปกรณ์สำคัญในการผลิตไอน้ำ โดยมีส่วนประกอบต่าง ๆ หลายอย่าง รวมทั้ง เตา (furnace) และปล่องควันหม้อน้ำ (chimney) ปล่องควันหม้อน้ำหรือปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณของกรมอู่ทหารเรือนั้นไม่ทราบปีที่ก่อสร้างแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนหรือในเวลาใกล้เคียงกับการนำหม้อน้ำมาใช้ในการผลิตไอน้ำที่มีกำลังดันสูง ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๘ จากข้อมูลที่โรงงานเชือกรอกและการอู่ แผนกโรงงานเบ็ดเตล็ด กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี บันทึกไว้ว่า “หม้อน้ำหมายเลข ๑ และ หมายเลข ๒ นำมาใช้ราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นหม้อน้ำแบบแลงแคชไชร์ (Lancashire boiler) ชนิดเตาเกลี้ยง รูปทรงกระบอก ขนาดของหม้อน้ำกว้าง ๙ ฟุต ยาว ๓๐ ฟุต หนา ๑/๒ นิ้ว มีเรือนไฟ ๒ เตา มีกำลัง ๑๐๐ แรงม้า ใช้กำลังไอน้ำอย่างสูงได้ ๑๒๐ ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จุน้ำได้ ๑๙.๗๒๙ ลูกบาศก์เมตร เชื้อเพลิงที่ใช้คือ ถ่านหรือฟืน (เปลี่ยนมาใช้น้ำมันเมื่อ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙) บริษัทที่สร้าง คือ John Marshall & Co., Ltd. London มีปล่องระนาดครันสูง ๒๓.๕๐ เมตร”


        ปล่องเหลี่ยมมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นปล่องก่ออิฐสอปูนรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสปลายสอบสูงประมาณ ๒๓.๗๕ เมตร ขนาดฐานล่างของปล่องประมาณ ๓.๐๕ X ๓.๐๕ เมตร ปากปล่องมีขนาดประมาณ ๑.๗๐ X ๑.๗๐ เมตร มีท่อระบายควันที่เชื่อมต่อกับหม้อน้ำจำนวน ๔ หม้อ (ปัจจุบันเหลือเพียง ๒ หม้อ) ท่อระบายควันก่ออิฐสอปูนเช่นกัน มีลักษณะเป็นท่อสี่เหลี่ยมยื่นออกมาจากปล่อง ๒ ด้าน ด้านละ ๒ ท่อ (สอปูน หมายถึง นําปูนสอมาเชื่อมอิฐหรือหินให้ติดกัน)

  

อู่หมายเลข ๑ และปล่องเหลี่ยม พ.ศ. ๒๔๕๙


         การใช้งานในอดีต ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณใช้ราชการอยู่ที่โรงงานเชือกรอกและการอู่ แผนกโรงงานเบ็ดเตล็ด กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี เตาเป็นที่สำหรับบรรจุเชื้อเพลิง ทำให้เชื้อเพลิงเกิดการเผาไหม้ เพื่อให้ความร้อนแก่หม้อน้ำ โดยปล่องเหลี่ยมทำหน้าที่เป็นท่อทางนำแก๊สร้อนและควันออกทิ้งสู่บรรยากาศภายนอกหม้อน้ำ และช่วยทำให้กระแสลมเร่งทางธรรมชาติ (natural draft) ดีขึ้น ผนังเตาและปล่องเหลี่ยมทำด้วยอิฐทนไฟ (fire brick) โดยช่างเดินเครื่องของโรงงานเชือกรอกและการอู่ ติดไฟหม้อน้ำตอนเช้าเวลา ๐๘.๓๐ น. ดับไฟหม้อน้ำช่วงพักกลางวันเวลา ๑๑.๓๐ น. และติดไฟอีกครั้งเวลา ๑๓.๐๐ น. ตอนเย็นดับไฟเลิกใช้หม้อน้ำเวลา ๑๕.๓๐ น. กำลังไอน้ำที่มีกำลังดันสูงจากหม้อน้ำนำไปใช้ในการเดินอุปกรณ์ในโรงงานต่าง ๆ ของอู่ทหารเรือธนบุรี ได้แก่ ใช้เดินเครื่องขับเคลื่อนของเครน ๓ ขา เดินเครื่องสูบน้ำของอู่หมายเลข ๑ เดินเครื่องสูบน้ำดับเพลิง เดินเครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นำไปใช้กับเครื่องดัดเหล็กและดัดกงเรือ เดินปั๊มลมของเตาเผาเหล็ก เดินเครื่องขับปุลเล่ของเครื่องเจาะและเครื่องไส ไอน้ำที่มีกำลังดันสูงนำไปใช้อบยางและเครื่องอัดยาง ใช้อบหม้อแบตเตอรี่เก่าที่นำมาซ่อมทำและทำน้ำกลั่นเติมหม้อแบตเตอรี่


         การขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน กรมอู่ทหารเรือเลิกใช้หม้อน้ำหมายเลข ๑ และหมายเลข ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ (หม้อน้ำหมายเลข ๑ หยุดติดไฟ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ หม้อน้ำหมายเลข ๒ หยุดติดไฟ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓) เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน และการติดไฟหม้อน้ำนั้นจะใช้ฟืนและถ่านเป็นเชื้อเพลิง จึงเกิดเขม่าและควันดำในปริมาณมาก ลอยไปทั่วชุมชนแถบนั้น ซึ่งเป็นมลพิษต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมในบริเวณอู่ทหารเรือธนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมา ได้นำหม้อน้ำแบบ York จำนวน ๒ หม้อ มาใช้แทน หม้อน้ำใหม่นี้ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ใช้ผลิตไอน้ำที่มีกำลังดันสูงให้แก่โรงงานยาง และโรงงานแบตเตอรี่เพียง ๒ โรงงาน เท่านั้น และเมื่อหม้อน้ำแบบ York เกิดการชำรุดใช้ราชการไม่ได้ จึงหยุดใช้งาน อีกทั้งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อู่ทหารเรือธนบุรีหมดความจำเป็นในการใช้ไอน้ำที่มีกำลังดันสูงจากเตาหม้อน้ำไปใช้เดินเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงงานอีกต่อไป เพราะมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่ที่ไม่ต้องใช้ไอน้ำกำลังดันสูงในการขับเคลื่อน มาใช้ทดแทนแล้ว ปล่องเหลี่ยมจึงไม่ได้ถูกใช้งานไปด้วย จนกระทั่ง กองทัพเรือได้อนุมัติผังหลักการจัดแบ่งพื้นที่ของหน่วยต่าง ๆ ในกรมอู่ทหารเรือ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยให้ย้ายหน่วยงานที่ทำให้เกิดมลพิษไปอยู่ที่อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ และปรับปรุงอาคารสถานที่อู่ทหารเรือธนบุรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเรือขนาดใหญ่ ซึ่งในผังหลักนี้ไม่มีการกำหนดปล่องเหลี่ยมไว้ด้วย


         เมื่อปล่องเหลี่ยมไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน และได้รับความชื้นจากสภาพแวดล้อม จึงอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม อิฐทนไฟบริเวณปากปล่องมีรอยร้าวและร่วงหล่นตกลงมาบ่อยครั้ง ในช่วงปลาย พ.ศ. ๒๕๔๑ กรมอู่ทหารเรือจึงขอให้กรมช่างโยธาทหารเรือตรวจสภาพความมั่นคงแข็งแรงของปล่องเหลี่ยม ผลการสำรวจปรากฏว่า ปูนก่อเริ่มเสื่อมสภาพ การยึดเหนี่ยวของอิฐมีประสิทธิภาพลดลง มีโอกาสร่วงหล่นลงมาและทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของทางราชการได้ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ กรมช่างโยธาทหารเรือได้จัดทำแบบและกำหนดรายละเอียดการซ่อมปรับปรุงและรื้อถอน โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในการซ่อมทำปล่องเหลี่ยมให้ดำรงสภาพเพื่อการอนุรักษ์ในครั้งแรก และการบำรุงรักษาซึ่งต้องดำเนินการทุกระยะเวลา ๕ ปี รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนด้วย กรมอู่ทหารเรือพิจารณาเห็นว่า ปล่องเหลี่ยมหมดความจำเป็นในการใช้งาน และสภาพปล่องเหลี่ยมเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติงาน ประกอบกับค่าใช้จ่ายเพื่อการอนุรักษ์มีราคาค่อนข้างสูง นอกจากนี้ หากรื้อถอนปล่องเหลี่ยมออกไป พื้นที่ตั้งของปล่องเหลี่ยมประมาณ ๒๐๐ ตารางเมตร สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ สอดคล้องกับการพัฒนาหน่วยตามผังหลัก จึงเสนอกองทัพเรือขออนุมัติรื้อถอนปล่องเหลี่ยม ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

  


         เมื่อกองทัพเรืออนุมัติให้รื้อถอน และอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบราคาว่าจ้างเอกชนให้รื้อถอนปล่องเหลี่ยมนั้น เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ กรมศิลปากรได้ขอเข้าดำเนินการสำรวจโบราณสถานในกรมอู่ทหารเรือ ต่อมาเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ กรมศิลปากรมีหนังสือเรียนผู้บัญชาการทหารเรือขออนุรักษ์ปล่องเหลี่ยมและเตาโบราณ เพื่อการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “...กรมศิลปากรได้สำรวจพื้นที่กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศน์เดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และได้ทราบว่า ปล่องระบายควันฯ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครื่องจักรไอน้ำที่สร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ซ่อมและสร้างเรือรบไว้ใช้ในการป้องกันประเทศ นับว่าเป็นโบราณสถานสำคัญประเภทมรดกของอุตสาหกรรม (Industrial Heritage)ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ สมควรได้รับการอนุรักษ์ และสามารถพัฒนาให้มั่นคงแข็งแรงได้ โดยกรมศิลปากรยินดีประสานกับกองทัพเรือในการอนุรักษ์ การขึ้นทะเบียน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณมาสมทบกับงบประมาณเดิมที่กองทัพเรือเตรียมไว้สำหรับการรื้อถอน...” กองทัพเรือพิจารณาแล้ว เห็นว่าสมควรให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากรในการอนุรักษ์ปล่องเหลี่ยม แม้ว่าการระงับการรื้อถอนปล่องเหลี่ยมจะกระทบต่อผังหลักของกรมอู่ทหารเรือ แต่สามารถปรับแต่งและออกแบบให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ได้ กองทัพเรือจึงได้อนุมัติให้ยกเลิกการว่าจ้างรื้อถอนปล่องเหลี่ยม


         วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ กรมศิลปากรมีหนังสือแจ้งให้กองทัพเรือทราบว่า “...อาคารกรมอู่ทหารเรือเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดทำแผนผังและกำหนดเขตโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในระหว่างดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียน...” ซึ่งตามรายชื่อโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร มีเลขทะเบียนปล่องควันหม้อน้ำ คือ ๐๐๐๐๑๖๔ จนกระทั่งมีประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๓๑ ง วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ความว่า


         “...๓. โบราณสถานกรมอู่ทหารเรือ (ปล่องควันหม้อน้ำ) แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พื้นที่โบราณสถาน


         พื้นที่ ก. ประมาณ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา


         พื้นที่ ข. ประมาณ ๑๑ ไร่ ๖๒ ตารางวา ...”


โดยมีรายละเอียดแผนผังแนบท้ายตามประกาศนี้ พื้นที่ ก. คือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร และ พื้นที่ ข. คือ ปล่องเหลี่ยม


         ต่อมา กรมศิลปากรให้ความเห็นชอบแบบการอนุรักษ์ปล่องเหลี่ยม รวมทั้งเตาโบราณของระบบเครื่องจักรไอน้ำ รวมทั้งประมาณการที่กรมช่างโยธาทหารเรือดำเนินการร่วมกับกรมศิลปากร การซ่อมปรับปรุงมีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๔๐๓,๐๐๐ บาท โดยกรมศิลปากรสนับสนุน จำนวน ๑๓๙,๐๐๐ บาท (ใช้งบประมาณปี ๒๕๔๕) สมทบกับงบประมาณของกองทัพเรือ จำนวน ๒๖๔,๐๐๐ บาท วิธีการซ่อมปรับปรุง คือ ใช้น้ำยาเคลือบทาปูนและทาสีใหม่ ส่วนงบประมาณค่าซ่อมบำรุงตามระยะเวลา (วงรอบ ๕ ปี) ประมาณการไว้ครั้งละ ๓๔๒,๐๐๐ บาท

<

หน้าเตาหม้อน้ำ


         ปัจจุบันลักษณะภายนอกของปล่องเหลี่ยมอยู่ในสภาพดี เห็นสีอิฐชัดเจน แต่มีวัชพืชขึ้นบริเวณฐานของปล่องและปากปล่อง เจ้าหน้าที่และช่างของโรงงานเชือกรอกและการอู่ กองโรงงาน จะกำจัดวัชพืชบริเวณฐานปล่องอย่างสม่ำเสมอ ส่วนต้นโพธิ์เล็ก ๆ ที่ขึ้นบริเวณปากปล่องเจ้าหน้าที่ต้องใช้เครนยกกระเช้าขึ้นไปกำจัด เพื่อไม่ให้รากและลำต้นสร้างความเสียหายแก่อิฐ

  

เจ้าหน้าที่อู่ทหารเรือธนบุรีกำจัดวัชพืช

ที่ปากปล่องเหลี่ยม เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

กลับเมนู

ปืนใหญ่โบราณ

  

         วันอังคารที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ประกอบพิธีบวงสรวงปืนใหญ่โบราณที่ฝังอยู่บริเวณปากอู่หมายเลข ๑ อู่ทหารเรือธนบุรี แล้วทำการขุดขึ้นมา ปืนใหญ่ที่ขุดขึ้นมาครั้งนี้มีทั้งหมด ๘ กระบอก สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ ๒๕๐ ปี โดยปืนใหญ่โบราณขนาดใหญ่ที่สุด มีขนาดความยาว ๑๐ ฟุต ปากกระบอกปืนกว้าง ๑๐ นิ้ว หนักประมาณ ๕ ตัน มีตราสัญลักษณ์มงกุฎของประเทศอังกฤษ และมีหมายเลขประจำปืนสลักอยู่บนตัวกระบอก ส่วนปืนใหญ่ขนาดกลาง จำนวน ๒ กระบอก มีขนาดความยาว ๘ ฟุต และปืนใหญ่ขนาดเล็กลงมา จำนวน ๕ กระบอก มีขนาดความยาวประมาณ ๖ - ๗ ฟุต


         สันนิษฐานว่าปืนใหญ่ทั้ง ๘ กระบอก นี้ ถูกฝังอยู่ในดินมากว่า ๑๓๐ ปี โดยปืนใหญ่โบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นปืนใหญ่ที่หล่อจากประเทศอังกฤษ แล้วขายต่อให้แก่ไทยในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนปืนใหญ่ขนาดกลางหล่อขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในยุคนโปเลียนที่ ๑ สันนิษฐานว่า เป็นปืนใหญ่ที่อังกฤษยึดมาจากฝรั่งเศสเมื่อครั้งรบชนะ แล้วนำมาขายต่อให้ไทย พร้อมกับปืนใหญ่ของอังกฤษ ส่วนที่เหลืออีก จำนวน ๕ กระบอก เป็นปืนใหญ่ขนาดเล็ก สันนิษฐานว่า ไทยหล่อขึ้นเองในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งหล่อที่โรงงานหล่อหลวง ทางด้านทิศใต้วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ซึ่งปัจจุบันคือ โรงงานหล่อหลอม กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี

  
  


         ปืนใหญ่ทั้ง ๘ กระบอกนี้ เป็นปืนใหญ่ยุคโบราณที่ต้องอัดลูกปืนใหญ่และดินปืนใส่ทางปากกระบอก ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และด้านปืนใหญ่โลหะกรรมได้ศึกษาและค้นคว้าพบว่า ปืนใหญ่เหล่านี้เป็นปืนใหญ่ประจำเรือรบโบราณ และปืนใหญ่รักษาพื้นเขตพระนคร เช่นเดียวกับปืนใหญ่ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม

กลับเมนู

อู่หมายเลข ๑ และ อู่หมายเลข ๒

  


         อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ มีอู่สำหรับซ่อมทำเรือ จำนวน ๒ อู่ คือ อู่หมายเลข ๑ อยู่ด้านทิศเหนือใกล้กับวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และอู่หมายเลข ๒ อยู่ด้านทิศใต้ ติดกับอุโบสถวัดวงศมูลวิหาร อู่ทั้งสองแห่งอยู่ภายในเขตที่ดินของโบราณสถานตามที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน เป็นอู่ซ่อมเรือชนิดอู่แห้ง ปากทางเข้าออกอู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา


         ลักษณะทั่วไปของอู่แห้ง (dry dock) คือ อู่ที่ขุดลึกลงไปในดินมีรากฐานมั่นคงแข็งแรง พื้นอู่ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อให้รับน้ำหนักเรือได้ ปากทางเข้าออกอู่ติดกับแม่น้ำหรืออ่างเก็บน้ำ มีประตูเปิดปิดที่แข็งแรงสำหรับกั้นน้ำไม่ให้เข้าอู่ กลางอู่มีหมอนเรียงตามความยาวของอู่ทำหน้าที่รองรับตัวเรือ เมื่อเปิดประตูอู่ให้น้ำเข้า นำเรือเข้าอู่ และสูบน้ำภายในอู่ออกจนหมดแล้ว จึงสามารถซ่อมทำตัวเรือบริเวณใต้แนวน้ำได้


         อู่หมายเลข ๑ เดิมเป็นอู่ดิน (mud dock) ใช้เป็นที่ซ่อมเรือของกรมทหารเรือ (คือกองทัพเรือในปัจจุบัน) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปรับปรุงเป็นอู่ไม้และขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเรือที่ทรงสั่งต่อจากต่างประเทศซึ่งมีเพิ่มมากขึ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อู่เรือหลวง” แห่งนี้ ในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ เมื่อมีเรือหลวงจำนวนมากและเรือมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงได้ขยายอู่และทำเป็นอู่คอนกรีต ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยบริษัทบางกอกด๊อก เป็นผู้รับเหมา ค่าก่อสร้างประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท สร้างเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ อู่มีขนาดความยาว ๙๐ เมตร ความกว้าง ๑๑.๒๐ เมตร ความลึก ๔ เมตร สามารถนำเรือขนาดใหญ่เข้าซ่อมทำได้ เช่น เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) นอกจากนี้ยังได้ขยายโรงงาน คือ โรงดัดเหล็ก โรงต่อเหล็ก โรงต่อเรือ โรงช่างไม้ คลังเก็บของ รวมทั้งสร้างปั้นจั่นเหล็กสามขาสำหรับยกของหนัก ๆ ขึ้นที่ปากอู่ โดย บริษัทโฮวาธ เออสกิน (Howarth Erksine) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง สร้างเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๒ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๘ ทำการขยายอู่ให้มีความยาวเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถซ่อมทำเรือได้หลายลำในช่วงเวลาเดียวกัน เรียกว่า อู่ใน ส่วนอู่ที่มีอยู่เดิมเรียกว่า อู่นอก สำหรับอู่ในมีขนาดความยาว ๕๔ เมตร ความกว้าง ๑๑.๒๐ เมตร ความลึก ๔ เมตร สร้างแล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๔๕๙ มีบานพับสำหรับกั้นระหว่างอู่นอกและอู่ใน สามารถเปิดปิดได้ ดังนั้น อู่หมายเลข ๑ จึงมีขนาดความยาวรวม ๑๔๔ เมตร

  

กรมอู่ทหารเรือในอดีต (ปัจจุบันคือ อู่ทหารเรือธนบุรี)


         อู่หมายเลข ๑ ใช้งานซ่อมและสร้างเรือมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องซ่อมและปรับปรุงเป็นระยะ ๆ การซ่อมทำที่สำคัญคือ ปลาย พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงกลาง พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นการซ่อมทำพื้นและผนังอู่ ในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ ดำเนินการเปลี่ยนเรือปิดปากอู่เป็นประตูแบบเปิดปิดที่ใช้ระบบไฮโดรลิกส์ เรือปิดปากอู่นี้สร้างและใช้งานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ทำหน้าที่กั้นน้ำระหว่างอู่และแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาในอู่ ตัวเรือปิดปากอู่ทำด้วยเหล็กดีเหนียว มีความทนทาน การเชื่อมระหว่างแผ่นเหล็กตัวเรือใช้วิธีการแบบหมุดย้ำ เรือปิดปากอู่มีถังอับเฉา (ballast) สำหรับใส่น้ำเพื่อถ่วงให้เรือจม โดยการสูบน้ำเข้าถังอับเฉา เรือปิดปากอู่จะจมลงปิดกั้นปากอู่พอดี และเมื่อต้องการเปิดปากอู่เพื่อนำเรือเข้าหรือออก เจ้าหน้าที่จะสูบน้ำเข้ามาในอู่แห้งให้ระดับน้ำในอู่แห้งเท่ากับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นจึงสูบน้ำออกจากถังอับเฉา เรือปิดปากอู่จะลอย สามารถนำเรือเข้าหรือออกจากอู่ได้ การเปลี่ยนระบบครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเรือปิดปากอู่มีน้ำรั่วซึมและดินโคลนไหลเข้ามาภายในอู่ ไม่สามารถซ่อมแก้ไขได้

  

อู่หมายเลข ๑ และเรือปิดปากอู่ในอดีต


         อู่หมายเลข ๑ ใช้เป็นที่ซ่อมและสร้างเรือสำคัญ ๆ มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ จวบจนถึงปัจจุบัน เรือลำแรกที่เข้าซ่อมทำเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอู่เรือหลวง เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ คือ เรือหาญหักศัตรู (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗ แผ่นที่ ๔๒ วันที่ ๑๘ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๐๙) ส่วนเรือสำคัญที่สร้าง ณ อู่แห่งนี้ ได้แก่ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.๙๑ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ต.๙๙๑ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.๙๙๔ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

  

พิธีปล่อยเรือ ต.๙๑ ลงน้ำ ณ อู่หมายเลข ๑ วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑


         อู่หมายเลข ๒ ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ กองทัพเรือได้พัฒนากำลังรบทางเรือให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น อู่หมายเลข ๑ ไม่สามารถรองรับการซ่อมทำเรือที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ จำเป็นต้องสร้างอู่แห้งขึ้นอีกอู่หนึ่ง อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและอุโบสถวัดวงศมูลวิหาร เรียกว่า อู่หมายเลข ๒ โดยว่าจ้างบริษัท คริสเตียนนี แอนด์ เนลสัน (Cristiani and Nielsen) เป็นผู้รับเหมา อู่หมายเลข ๒ มีขนาดความยาว ๑๓๐ เมตร กว้าง ๙.๘๐ เมตร ลึก ๔ เมตร สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับการซ่อมและสร้างเรือ เป็นการสร้างตามพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. ๒๔๗๘ เรือสำคัญที่สร้างขึ้น ณ อู่หมายเลข ๒ คือ เรือหลวงล่องลม (ลำที่ ๒) เป็นเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นเรือลำแรกที่ใช้เทคโนโลยีการสร้างเรือแบบบล็อก (Block Technology) และมีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่สมบูรณ์ที่สุดทุกสาขา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกรมอู่ทหารเรือในการนำเทคโนโลยีและความรู้การบริหารจัดการสร้างเรือสมัยใหม่มาใช้

  

อู่หมายเลข ๒ ด้านหลังคือ อุโบสถวัดวงศมูลวิหาร


         Block Technology คือ วิธีการต่อเรือในลักษณะที่แบ่งตัวเรือออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า บล็อก นำแบบของแต่ละบล็อกไปสร้างในโรงงาน ซึ่งสามารถสร้างแต่ละบล็อกพร้อมกันได้ เมื่อสร้างเสร็จนำแต่ละบล็อกมาเชื่อมประกอบกันเป็นลำเรือที่สมบูรณ์ การต่อเรือแบบนี้ต่างจากการต่อเรือแบบดั้งเดิมที่ต้องวางกระดูกงูก่อน แล้วจึงต่อเติมโครงสร้างอื่น ๆ ขึ้นมาจนเป็นรูปร่างเรือ

  


         อู่หมายเลข ๒ มีประตูเปิดปิดแบบใช้ระบบไฮโดรลิกส์ การนำเรือเข้ารับการซ่อมทำและการนำเรือออกจากอู่เมื่อซ่อมทำเสร็จแล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้วิชาการอู่ ทักษะและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่และช่าง

กลับเมนู